การพาสินค้าไทยบุกตลาดจีนด้วยการทำ Influencer Marketing ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในปัจจุบันนี้ เนื่องจากตลาดจีนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง และผู้บริโภคส่วนใหญ่มักมีความคลางแคลงใจต่อการโฆษณาแบบดั้งเดิม (Traditional Ads) และหันมาให้ความเชื่อถือในตัวบุคคล (Influencer/KOL/KOC) สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
นี่คือ Insight เชิงลึกและข้อมูลเชิงสถิติที่สำคัญ ที่จะช่วยให้การวางกลยุทธ์ส่งออกสินค้าไทยไปบุกตลาดจีนตอบโจทย์ทั้งในด้านการสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตรงจุด และการเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างแท้จริง
พลังของ KOC ที่เหนือกว่า KOL ในแง่ของ “ความเชื่อใจ”
ในตลาดจีนมีการแบ่งประเภทของ Influencer ที่ชัดเจนกว่าที่อื่น โดยไม่ได้ดูแค่เพียงยอด Follower เท่านั้น แต่ดูลึกลงไปถึง “หน้าที่” และ “อิทธิพล” ที่มีต่อผู้ติดตาม
- KOL (Key Opinion Leader) หมายถึง ดารา คนดัง ผู้เชี่ยวชาญ มียอดติดตามหลักล้าน ซึ่งสามารถสร้าง Awareness ได้ในวงกว้าง
- KOC (Key Opinion Consumer) หมายถึง ผู้บริโภคตัวจริงที่ชื่นชอบการรีวิวสินค้า มียอดติดตามหลักพันถึงหลักหมื่นต้น ๆ ซึ่งสามารถช่วยสร้าง Trust และ Conversion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Statistical Insight:
- ความน่าเชื่อถือ: ผลสำรวจข้อมูลจากหลายสำนักระบุตรงกันว่า ผู้บริโภคชาวจีนมักตัดสินใจซื้อสินค้าโดยอ้างอิงข้อมูลจากรีวิวของเพื่อน หรือ KOC ในโซเชียลมีเดีย มากกว่าเชื่อโฆษณาจากแบรนด์โดยตรง
- Engagement Rate: KOC มักมี Engagement Rate สูงกว่า KOL เนื่องจากผู้ติดตามมักรู้สึกว่า KOC คือ “พวกเดียวกัน” กับพวกเขา ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรกับแบรนด์ ส่งผลให้การรีวิวสินค้าจึงดูมีความจริงใจมากกว่า (Authenticity)
บทสรุปสำหรับสินค้าไทย
อย่าทุ่มงบทั้งหมดไปที่ดาราเบอร์ใหญ่เพียงคนเดียว การใช้กลยุทธ์ “กองทัพมด KOC” เพื่อสร้างกระแสรีวิวจากผู้ใช้งานจริง (Real Reviews) มักให้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่าในการสร้างความน่าเชื่อถือในวงกว้าง และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ไทยที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาดจีน

เจาะแพลตฟอร์ม “Xiaohongshu” ด่านแรกที่เลี่ยงไม่ได้
หากเป้าหมายของธุรกิจ คือ การทำให้คนจีนรู้จัก และอยากได้สินค้าไทย แพลตฟอร์มที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำ Influencer Marketing ในตอนนี้ไม่ใช่ TikTok (Douyin) แต่คือ Xiaohongshu (Little Red Book)
Statistical Insight:
- กลุ่มผู้ใช้งาน: Xiaohongshu มีผู้ลงทะเบียนใช้งานกว่า 300 ล้านคน และมียอดผู้ใช้งานต่อเดือน (MAU) กว่า 200 ล้านคน โดยประมาณ 80% เป็นผู้หญิง และผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วง Gen Z และ Gen Y ที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี
- พฤติกรรม: ผู้ใช้งานส่วนใหญ่นิยมใช้ Xiaohongshu เพื่อ “ค้นหารีวิว” ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าโดยเฉพาะ (เปรียบเสมือน Instagram, Pinterest, และ Amazon ของวงการช้อปปิง)
- หมวดหมู่ยอดฮิต: เครื่องสำอาง สกินแคร์ อาหารและขนม แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ประเทศไทยต้องการผลักดันสู่ตลาดจีน
บทสรุปสำหรับสินค้าไทย
สินค้าความงาม อาหาร ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น หรือยาดมสมุนไพรไทย ควรเริ่มต้นสร้างการรับรู้บน Xiaohongshu ด้วยคอนเทนต์รีวิวจากผู้ใช้งานจริงและ KOC เพื่อเป็นการสร้าง Social Proof ว่าสินค้ามีความน่าเชื่อถือและควรค่าแก่การลอง ก่อนจะขยายผลไปสู่แพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เน้นการปิดการขาย
พลังของ Live Commerce: ไม่ใช่แค่การขาย แต่คือ “ความบันเทิง + ดีลพิเศษ”
การไลฟ์ขายของในจีน (Live Streaming E-commerce) พัฒนาไปไกลกว่าไทยเป็นอย่างมาก โดยการไลฟ์ส่วนใหญ่มักไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การปิดการขายในทันที แต่มักถูกออกแบบให้เป็น “โชว์” ที่ผสมผสานความบันเทิง การตอบคำถาม การสาธิตสินค้าแบบเรียลไทม์ และดีลพิเศษเฉพาะช่วงไลฟ์เข้าไว้ด้วยกัน จนกลายมาเป็นช่องทางที่สามารถสร้างยอดขายมหาศาลได้ในเวลาอันสั้น (เช่น วันคนโสด 11.11)
Statistical Insight:
- มูลค่าตลาด: ตลาด Live Commerce ของจีนมีมูลค่ามหาศาลระดับล้านล้านหยวน และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนมากถึงเกือบ 20% ของยอดขาย E-commerce ทั้งหมดในจีน
- แพลตฟอร์มหลัก: Douyin (TikTok จีน) คือ เจ้าตลาดในปัจจุบัน ด้วยยอดผู้ใช้งานต่อวัน (DAU) ทะลุ 700 ล้านคน อีกทั้งอัลกอริทึมยังเน้นส่งคอนเทนต์ที่น่าสนใจให้คนมองเห็นเป็นจำนวนมากในทันที จึงทำให้ Viral ได้ง่ายกว่า
บทสรุปสำหรับสินค้าไทย
หากเป้าหมายคือการสร้าง “ยอดขายจำนวนมาก” การเลือกใช้ KOL สายไลฟ์สดบน Douyin หรือ Taobao Live คือกลยุทธ์ที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็วที่สุด แต่ข้อควรระวังคือ KOL ระดับท็อปเหล่านี้มักจะมีอำนาจต่อรองสูงมาก อีกทั้งยังต้องการ “ราคาที่ถูกที่สุด (Rock Bottom Price)” เพื่อรักษาฐานแฟนคลับ ดังนั้น แบรนด์ไทยจึงจำเป็นจะต้องวางโครงสร้างราคาและต้นทุนอย่างรอบคอบ เพื่อประเมินความคุ้มค่าและความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวก่อนตัดสินใจร่วมงาน
มุมมองต่อสินค้าไทย: “ความคุ้มค่า” และ “ความเป็นธรรมชาติ” คือ จุดขายสำคัญ
Influencer จีนมักจะนำเสนอสินค้าไทยผ่านมุมมองที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งแบรนด์ไทยควรทำความเข้าใจและต่อยอดมุมมองเหล่านี้อย่างตรงจุด เพื่อให้ทิศทางการสื่อสาร และการทำ Influencer Marketing มีความสอดคล้องกับความคาดหวังของตลาดจีนอย่างแท้จริง
Insight จากการสังเกตคอนเทนต์:
- ภาพลักษณ์สินค้าไทย: คนจีนมองว่า สินค้าไทยเป็นสินค้า “คุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ (Cost-effective)” โดยมักเชื่อมโยงกับส่วนผสมจากธรรมชาติและสมุนไพร เช่น เครื่องสำอาง ยาหม่อง แผ่นแปะเท้า รวมถึงอาหารรสชาติจัดจ้าน และผลไม้เมืองร้อน
- Keyword ที่ KOC ชอบใช้รีวิวสินค้าไทย: ถูกและดี (平价好物), ของฝากยอดฮิตจากไทย (泰国必买), ส่วนผสมธรรมชาติ (天然成分)
บทสรุปสำหรับสินค้าไทย
บรีฟ Influencer ให้สื่อสารจุดแข็งด้านความคุ้มค่า ควบคู่กับเรื่องราวของส่วนผสมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการวาง Positioning ของแบรนด์ที่หรูหราเกินไปในช่วงแรก เพราะอาจขัดกับภาพจำและความคาดหวังของผู้บริโภคจีนในปัจจุบัน

สรุปกลยุทธ์ที่แนะนำในการทำ Influencer Marketing (The Winning Formula)
การบุกตลาดจีนด้วย Influencer Marketing ควรดำเนินการแบบเป็นลำดับขั้นตอน (Step-by-step) เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและคุ้มค่าการลงทุน
- ระยะสร้างฐานลูกค้า : เริ่มต้นด้วยการใช้ KOC จำนวนมาก (หลักร้อยคน) ใน Xiaohongshu (RED) เพื่อทำคอนเทนต์รีวิวเชิงลึก ร่วมกับการช่วยสร้างกระแสว่าสินค้านี้กำลังมาแรง และใช้ดีจริง เพื่อให้เกิดการค้นหาที่เพิ่มมากขึ้น
- ระยะสร้างยอดขาย : เมื่อเริ่มมีกระแส และเกิดการค้นหาบน Xiaohongshu แล้ว ให้ขยับมาร่วมงานกับ KOL ระดับกลางถึงระดับสูงบน Douyin เพื่อทำคลิปสั้น หรือ Live สด โดยควรจัดโปรโมชันแรง ๆ เพื่อเร่งการตัดสินใจและสร้างยอดขายในปริมาณมาก
- ระยะรักษาฐาน : ปิดท้ายด้วยการใช้แพลตฟอร์มอย่าง WeChat (ผ่าน Official Account หรือ Private Traffic) เพื่อดูแลลูกค้าเก่า สื่อสารอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ





















